Lady in the Water (2006) บทหนังนอกกรอบ ในนุ่ม ฉบับกล้าพังแบบ M. Night Shyamalan

Lady in the Water [2006] บทหนังนอกกรอบ ในนุ่ม ฉบับกล้าพังแบบ M. Night Shyamalan

จากหนัง IMDb 5.5 สู่การค้นหาความหมายใต้ “เรื่องราว”
Lady in the Water [2006] หรือชื่อไทยว่า “ผู้หญิงในสายน้ำ นิทานลุ้นระทึก” ที่ผู้ชมส่วนมากคงบ่นกันว่า ‘ตรงไหนที่มันระทึก?‘ ใช่ มันระทึกตรงไหน?

ตรงชื่อเรื่องภาษาไทยไง! (บางทีคนตั้งชื่อเขาอาจดูแล้วระทึกจริง ๆ ก็ได้)

จากการแอบไปส่องมาตามพื้นที่พูดคุยเก่า ๆ มีคนมากมายบอกว่าหนังห่วย แต่เราไม่คิดอย่างนั้นและเรายังเคยตัดสินใจไม่ดูมันเพราะคะแนน 5.5 มาแล้วเมื่อเจ็ดปีก่อน ส่วนใครที่เคยดูแล้วรู้สึกว่าหนังห่วย ไม่สนุกเลย ลองอ่านบทความของเราดู เผื่อจะทำให้รู้สึกว่ายังมีอะไรที่ห่วยกว่าหนังอยู่อีกบนโลกใบนี้ ตึงโป๊ะ!


เรื่องราวของ Lady in the Water

“คลีฟแลนด์ ฮีพ” (Paul Giamatti) คนดูแลอพาร์ตเม้นต์ที่พูดติดอ่าง ที่อพาร์ตเม้นต์มีกฎห้ามเล่นน้ำหลังหนึ่งทุ่ม แต่สองคืนก่อนเขากลับได้ยินเสียงคนมาเล่นน้ำ จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาได้ออกไปตามจับตัวคนที่แอบมาเล่นน้ำหลังเขาได้ยินเสียงน้ำกระเซ็นตอนกลางดึก

ในเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับ “สตอรี่” (Bryce Dallas Howard) หรือก็คือผู้หญิงในสายน้ำ ตัวการที่แอบเล่นน้ำตอนกลางคืนนั่นเอง สตอรี่คือตัวนาร์ฟหรือตัวละครจากนิทานก่อนนอน เธอเดินทางมาที่นี่เพื่อหาคนที่เธอถูกลิขิตมาให้พบเพื่อจะได้กลับไปยังโลกสีน้ำเงิน ในขณะเดียวกันก็ถูกตามล่าโดยตัวสครันต์ ตัวร้ายในนิทานก่อนนอน ความเป็นคนดีช่วยเหลือคนของคลีฟแลนด์ เขาจึงตกลงช่วยสตอรี่ทำตามภารกิจที่ถูกวางไว้ให้สำเร็จเพื่อที่เธอจะได้กลับบ้าน

คำชี้แจง
อาจมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน, บทความนี้ยาวมาก ผู้ชมสามารถเลือกอ่านเป็นหัวข้อได้ ถ้าเคยดูมาก่อนก็จะดี, หากมีอะไรผิดพลาดต้องขออภัยล่วงหน้า


Lady in the Water (2020)

เอาจริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้มีความ “อิหยังวะ” สูงมาก แค่เรื่องย่อก็แอบหรี่ตามองแล้ว หลาย ๆ คนที่เคยดูแล้วไม่ชอบ คงเคยอิหยังวะมาเหมือน ๆ กัน ตัวละครนึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป นึกจะเป็นตัวนี้ก็เป็น นึกจะไม่เป็นก็…ไม่เป็น!! นึกจะไปอยู่ในสระน้ำก็…ไปอยู่ในสระน้ำพร้อมที่พักสุดส่วนตัว…ผุดมาจากไหน? เธอสร้างมันด้วยตัวคนเดียวได้อย่างไร? แล้วบทช่วงแรกบวกกับแอคติ้งตัวละครยังชวนให้ขมวดคิ้วตั้งคำถามว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องโลลิต้าฉบับสตรีนิรนามน่ารักขาวผ่องที่พร้อมเปลื้องผ้าใช่ไหม? เธอกำลังเล่นกับความเป็นเด็กสาวอิโนเซนต์อยู่หรอ?”

เพราะตัวคลีฟแลนด์ช่างมีคาแรคเตอร์เป็นตาแก่ loser เสียเหลือเกิน “โอตาคุที่อยู่ ๆ ก็ได้ฮาเร็มเด็กสาวนมโต? คนไม่สำคัญที่สำคัญ?” ทั้งหมดมันเต็มไปด้วยความอิหยังวะและเหตุผลที่โคตรจะล่องลอย เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและเราเกลียดหนังประเภทนั้นเหมือนกัน ถ้าดูแล้วไม่มีเหตุผลพอก็ไม่ควรให้อภัย แต่เรื่องนี้กลับชอบและดูสนุกด้วย … งงสิ…ไม่งงสิ

ถ้าใครงงกับความอิหยังวะของมัน คงให้คำตอบแบบกำปั้นทุบดินได้ว่าเพราะมันเป็นหนังแฟนตาซี เหนือกว่าความแฟนตาซีในเรื่องนี้มันเป็นนิทานเรื่องเล่าก่อนนอน แต่…ช้าก่อน อย่างเพิ่งปิดเว็บหนี ภายใต้ความแฟนตาซีอิหยังวะของมัน หนังเรื่องนี้ยังมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่จริง ๆ มีอยู่จริง ๆ จะเชื่อหรือไม่ก็ตามมันมีความสนุกดีงามบางอย่างที่ฉุดรั้งเราไว้ได้


เอาเรื่องบทของ Lady in the Water ก่อน

เราชื่นชมในความกล้าที่จะเล่าเรื่องนี้ ที่ดูยังไงก็รู้ว่าคนเขาจะเกลียดของคุณมาโนช (M. Night Shyamalan) ถ้าสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นว่าหนังของเขาซึ่งรวมถึงเรื่องอื่น ๆ มักมีความ หืม… อยู่แล้ว มันมักจะเป็นอะไรที่ “แฟนตาซีแต่ธรรมดา” หรือ “ธรรมดาแต่แฟนตาซี” หนึ่งในสองอย่างนี้แหละ ที่สำคัญมาก ๆ คือการมี “บทที่เด่น” และแม้จะเป็นแฟนตาซีแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องต้องหวือหวาเสมอไป

แน่นนอนว่าถ้ามองตามความเป็นจริงแล้ว Lady in the Water มันก็เป็นหนังที่เล่าเรื่องได้ชวนหลับเรื่องหนึ่งอยู่เหมือนกัน (ถ้าเรามองหาความตื่นเต้นแบบแฟนตาซีทั่วไป…มันหลับแน่ ๆ) ถ้ามานั่งฟังแบบเป็นเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียวน่าจะสนุกกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะมันช่างมีเนื้อเรื่องที่ยืด ๆ เอื่อย ๆ แต่ไม่คิดหรอกหรอว่า…นั่นแหละคือเสน่ห์ของนิทานก่อนนอนที่ค่อย ๆ เผยเนื้อเรื่อง เผยตัวละครและพลิกหน้าไปอย่างใจเย็น ไม่มีใครอยากให้นิทานก่อนนอนถูกเล่าจบเร็วเกินไปหรอกถูกไหม? ตราบใดที่เรายังไม่หลับ

เรื่องนี้ก็เป็นตัวแทนของนิทานก่อนนอนอย่างเห็นได้ชัด สำหรับเราคิดว่าความลุ้นระทึกมันอยู่ตรงนี้นะ การคอยลุ้นว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปอย่างไม่รีบร้อนเหมือนกำลังฟังนิทาน ความใจร้อนอยากรู้ของเราเองที่ยิ่งทำให้มันลุ้นระทึก ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมด้วยเช่นกัน หากใครชอบดูอะไรมัน ๆ มีจังหวะเทมโปเร็ว ๆ ก็คงไม่ชมชอบหนังเรื่องนี้เป็นแน่

ความสนุกของ Lady in the Water อยู่ที่การวางเรื่องให้ลุ้นเพื่อให้เข้าใจผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่ามันกำลังรวมทุกรูปแบบวิธีการเล่าเรื่องเอาไว้ในงานชิ้นเดียวแล้วเล่นตลกกับมันนิด ๆ หน่อย ๆ ให้พูดดูมีลูกเล่น

นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจนะ การตีแผ่รูปแบบซ้ำ ๆ ของวิธีการวางเรื่องและการสร้างตัวละครของนักเขียน มาทำให้ดูเหมือนกับว่ามันกำลังเกิดขึ้นจริง ก่อนจะตลบมันกลับแล้วบอกว่า…ตัวละครเหล่านั้นเข้าใจผิด! ตัวละครนะ แบบกลับตาลปัตรด้วย นึกจะทำให้เข้าใจผิดก็เข้าใจผิด แก่เป็นเด็ก หญิงเป็นชาย ชายเป็นหญิง ขาวเป็นสี ทำลายความคิดเดิม ๆ ไปแบบง่ายดายและจงใจ

ในฐานะคนดูหนังเรารอคอยชมบทบาทของตัวละครที่เหลือที่ยังไม่ถูกเล่าว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นใคร จะมีความสำคัญอะไรต่อ “เรื่อง” ไหม? เพราะหลายตัวละครมันถูกปูมาแล้วตั้งแต่ต้นให้ตระหนักว่าตัวละครเหล่านี้ “มีตัวตน มีชื่อ มีเรื่องราว มีความสำคัญนะ” แต่รอแล้วรอเล่าตัวละครก็โผล่ออกมาไม่ครบเสียที ความสำคัญของมันก็ดูช่างจืดจาง จนสุดท้ายก็ต้องขอซูฮกให้กับความหน้าด้านที่พาตัวละครทุกตัวกลับมามีความสำคัญต่อเรื่องจนครบในตอนจบจนได้

ใครจะไปคิดว่า “เร้จจี้” หรือ “ไอหนุ่มก้ามปูแขนโตข้างเดียว” ก็จะมีความสำคัญต่อเรื่องนี้ด้วย แบบบทจะมีก็มีเอาเสียดื้อ ๆ เนี่ย…คือความจี้ของหนังเรื่องนี้จริง ๆ มาแบบอิหยังวะ ก็จบเรื่องจนสุดทางแบบอิหยังวะ ไม่มีคำว่าครึ่ง ๆ กลาง ๆ จังไรแล้วก็ไปให้สุด สงสัยไหมว่าหนังมันอาจจงใจคิดมาแล้วจริง ๆ?

หนังบอกว่า “จรรยาบรรณในนิทานก่อนนอน ตัวละครจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร” แต่พอเล่าไปเรื่อย ๆ สำหรับนิทานเรื่องนี้ตัวละครกลับค่อย ๆ ได้รู้ว่าตัวเองเป็นใครและยังมีบางตัวที่รู้ดีกว่าคนอื่นด้วย เนี่ย หนังมันคิดมาแล้วหรือไม่ก็แค่เรื่องบังเอิญ คุณจะเชื่อแบบไหนก็ได้


แก่นแท้ของทุกเรื่องราวคือเรื่องราว

“เจตนาของการบอกต่อคือการบอกต่อ ถ้าบอกเสร็จแล้วก็เลิกพูดกัน ทีนี้ถ้ามันยังไม่เสร็จก็ต้องบอกต่อ” นี่คือใจความหนึ่งที่นายท่าน หรือ อ.ฐานชน จันทร์เรืองสอนไว้ในหนังสือปรัชญาในภาพยนตร์

สำหรับนิทานเรื่องหนึ่งหน้าที่ของมันก็คือการถูกเล่าส่งต่อไป นิทานใน Lady in the Water ก็ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เพื่อที่จะบอกต่อ ตัวคลีฟแลนด์หรือคนดูแลอพาร์ตเม้นต์หลังจากได้พบสตอรี่หรือว่าน้องเรื่องราวผิวขาวของเราแล้วเนี่ย สิ่งที่เขาทำก็คือการออกค้นหาเรื่องราวของน้องเรื่องราว(สตอรี่) ซึ่งในที่นี้ก็คือนิทานก่อนนอนที่กำลังขาดช่วงการส่งต่อ มันกำลังสิ้นสุดลงที่รุ่นแม่ แล้วค่อย ๆ สาปสูญไปในรุ่นลูกหรือเด็กสาวรุ่นใหม่อย่าง “ยังซูน” นั่นเอง

ทีนี้ในนิทานก่อนนอนทุกเรื่องมันเต็มไปด้วยเรื่องราวสอนใจ ในตอนต้นเรื่องของหนังก็ได้มีการเกริ่น(และสรุปทั้งหมด)ถึงความพิเศษของนิทานจากชาวน้ำไว้แล้วว่า มันเป็นเครื่องนำทางให้กับมนุษย์(คือการแบ่งปันเรื่องราวและเป็นประหนึ่งนิทานสอนใจนั่นแหละ) พอมนุษย์ถอยห่างจากชาวน้ำ เลิกที่จะตั้งใจรับฟังไปค้นหาความอยากในแผ่นดินมันก็คือการทอดทิ้งเรื่องราวของผู้คนและคติสอนใจไป มนุษย์ก็เลยแย่งชิงกันเกิดเป็นสงครามและความรุนแรงเพราะขาดสิ่งดีงามมายกระดับจิตใจ(ละครกรีกมาก) ขาดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผู้คนจึงเกลียดชังกัน

 

วัยเด็กเราใสซื่อ เมื่อโตขึ้นเรากลายเป็นปีศาจที่เต็มไปด้วยความต้องการแสนรุนแรง

 

มีคนวิจารณ์ว่าความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องนี้มันอ่อน เราว่ามันสมเหตุสมผลนะเพราะก่อนหน้าการมาของเรื่องราว เจ้าของห้องเช่าทุกห้องในอพาร์ตเม้นต์ก็แทบจะไม่เชื่อมโยงเข้าหากัน มีเพียงคลีฟแลนด์ที่จะพอจะเป็นจุดศูนย์รวมนั้นได้ แต่ทุกคนก็ไม่เชื่อมเข้าหาคลีฟแลนด์เหมือนที่คลีฟแลนด์ไม่เชื่อมเข้าหาคนอื่น ๆ ดังนั้นถ้าหนังดำเนินไปจนจบแต่ความสัมพันธ์ของตัวละครก็ยังดูอ่อนเกินกว่าที่คิดว่าควรจะเป็น นั่นก็ไม่น่าแปลก ผิดแค่หนังมันบิ้วให้ตัวเองแบบเวอร์เกินจริงไปหน่อย

จะเห็นได้ชัดว่าหนังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างกันและกันมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากในเรื่องนี้ก็ยังน่าสนใจตรงที่เป็นฉากปิด เรื่องราวเกิดขึ้นแค่ในอพาร์ตเม้นต์แทบจะไม่อ้างอิงสื่อสารกับโลกภายนอกเลย มีแค่ช่วงไม่กี่วินาทีเท่านั้นที่ได้ยินเสียงรถยนตร์บนท้องถนนจากโลกภายนอกพร้อมเสียงไซเรนแห่งการแจ้งเตือน ก่อนจะหลุดหายเข้าไปในหลุมดำของนิทานปรัมปราอย่างสมบูรณ์ ผู้เช่าก็แทบจะ…ห้องใครห้องมัน สระน้ำจึงเป็นศูนย์รวมของผู้คนอย่างที่หนังจะฉายให้เห็นบ่อย ๆ 

ต่อด้วยการค้นหาเรื่องราวของคลีฟแลนด์ทำให้เรื่องราวของผู้คนในอพาร์ตเม้นต์เชื่อมโยงเข้าหากัน (ในแบบฉบับอิหยังวะ ดังที่ว่าไว้ข้างต้น) เปลี่ยนจากต่างคนต่างอยู่มารวมกันในงานเลี้ยง ร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือเรื่องราวให้มันดำเนินต่อไปได้จนจบ

 

คลีฟแลนด์เคยไม่ชอบแก๊งหนุ่มขาเม้าท์ แต่เรื่องราวก็ทำให้พวกเขามาร่วมมือกันได้ สื่อสารกัน คุณรีดส์เก็บตัวอยู่ในห้องมาแสนนานตัดขาดจากผู้คน เรื่องราวก็ทำให้เขาออกมาเป็นส่วนหนึ่ง เร้จจี้ที่อยากให้ตัวเองเป็นคนสำคัญในที่สุดเขาก็ได้ใช้ประโยชน์จากตัวเองที่ช่วยเหลือผู้อื่นเพราะเรื่องราวอีกเช่นกัน ทุกคนต่างเชื่อมโยงไว้ด้วยเรื่องราวของผู้หญิงในสายน้ำ

 

มันกำลังบอกเราโต้ง ๆ ว่า “คุณ…คนดู คุณคือผู้ฟังเรื่องราวนี้ และเรา…ตัวละคร คือคนที่จะเล่ามัน…นิทานเรื่องนี้ให้จบอย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจงฟัง” นี่คือลูกเล่นของหนังที่เราเห็น ดังนั้นสิ่งไม่สมเหตุสมผลในเรืองนี้ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วสำหรับเรา ความสำคัญอยู่ที่การฟังเรื่องราวนี้ให้จบ ตามวิธีการเล่าเรื่องของตัวละคร Point…มันจึงอยู่ที่เรื่องเล่า เป็นความแฟนตาซี ลุ้นระทึกของหนัง มันแอบทำให้นึกถึงบทละครของ “ลุยจิ ปิลันเดลโล” ที่ “ตัวละครทั้งหกตัวออกตามหานักประพันธ์”*เพื่อมาแต่งเรื่องราวที่ค้างคาไว้ให้จบ มันมีลูกเล่นที่คล้ายคลึงกันเลย เพียงแต่ใน Lady in the Water ตัวละครกำลังสื่อกับคนดูไม่ใช่นักประพันธ์

ที่สำคัญเรื่องราวนี้ต้องถูกเล่าผ่านเด็กสาว “ยังซุน” จากแม่ของเธอมาสู่เธอเพราะเป็นเด็กเลยได้รู้เรื่องนิทาน เด็กเต็มไปด้วยความผิดพลาด ผิดพลาดและผิดพลาด ผิดพลาดเพื่อที่จะเรียนรู้ “ยังซุนไม่ได้โง่นะ” และยังซุนก็ผิดพลาดแบบเด็ก ๆ เรื่องราวถึงถูกส่งผ่านมาทางยังซุนเท่านั้น คลีฟแลนด์จะได้ฟังก็แค่เฉพาะตอนทำตัวไร้เดียงสา

เด็กกับผู้ใหญ่ก็มีวิธีการรับรู้จากเรื่องราวที่ต่างกัน นอกจากมุมมองแล้วเด็กยังมีความตื่นเต้นและเชื่อมั่นในนิทานว่ามันจะเป็นเรื่องจริง พวกเขาซื่อถึงผิดพลาด ลองคิดเล่น ๆ ว่าหากเรื่องของสตอรี่ถูกเล่าถึงคลิฟแลนด์โดยตรง…ชายที่จมปรักอยู่กับอดีตของตัวเองจากความผิดที่คิดว่าเป็นของตัวเองจนเกิดการสูญเสียครอบครัว! คลีฟแลนด์คงตีความนิทานออกมาดูสยองขวัญมากกว่าแค่ความระทึก ขนาดหนังเรื่องนี้ที่เล่าถึงนิทานก่อนนอนแท้ ๆ ยังมีเรท PG-13 เลย

ช่วงหนังเรื่องนี้มีข้อสังเกต

ทุกตัวละครที่มีตัวตนในหนังเรื่องนี้ ล้วนมีความหมายในตัวของมันเอง เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน ไม่ได้เกิดขึ้นมาโง่ ๆ หรือขอไปทีเพียงเพื่อใหเรื่องดำเนินไปได้ ใครเคยดูแล้วหรือยังไม่เคยดู ลองขบคิดกับเล่น ๆ ก่อนอ่านหัวข้อข้างล่างต่อไปนี้ก็ได้ว่าคิดเห็นเหมือนต่างกันอย่างไรในมุมใดบ้าง มันไม่มีความลับอยู่ในหนังเรื่องนี้เลย


วิเคราะห์ตัวละคร ความเพ้อเจ้อนี้ขอมอบแก่ข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

เราชอบตัวละครทั้งหมดในเรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องกับสตอรี่ ทุกตัวมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ซ้ำกัน มีเหตุผลในการเป็นตัวเองในปัจจุบัน ถูกจับมายัดรวมกันครบองค์เหมือนจะจับฉ่ายแต่ก็ยังไง ๆ จากนี้ไปเป็นการวิเคราะห์ตัวละครในมุมมองของผู้เขียนบทความเอง เป็นอาการคิดเอง เออเอง ตีความเองตามที่เห็น เท่าที่ได้ ใครที่ยังไม่เคยดูและคิดว่าจะไปดูหลังอ่านบทความนี้ จะข้ามหัวข้อนี้ไปดูหนังก่อนก็ได้ จะได้ไม่ถูกตีกรอบความคิดไปเสียหมด

สตอรี่ แน่นอนว่าเธอเป็นตัวแทนของเรื่องราวเพราะชาวน้ำได้ส่งลูกรักออกไปหามนุษย์ ซึ่งลูกรักของชาวน้ำก็คงไม่ต่างจากเรื่องราว เป็นส่วนสำคัญที่จะดึงมนุษย์กลับมาสู่เรื่องเล่าและการรับฟัง (แล้วทำไมต้องเป็นน้ำ? จะลองมองย้อนกลับมาที่วัฒนธรรมประเทศเราก็ได้ ว่าน้ำกับมนุษย์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร)

คลีฟแลนด์ แทนตัวของมนุษย์ที่ห่างไกลออกไปจากเรื่องราวและการรับฟัง เหมือนที่สตอรี่บอกว่าชื่อคลีฟแลนด์หมายถึงมาจากภูเขาคล้ายกับเป็นการล้อกันของความหมายว่าห่างไกลจากน้ำ คลีฟแลนได้หันมาสนใจและรู้จักที่จะฟังคนอื่นในจริง ๆ ไม่ใช่แค่การฟังผ่าน ๆ อย่างที่เคยทำจากการมาของสตอรี่และเขาคือผู้รักษาเรื่องราว

ฟาร์เบอร์ ผู้เช่าใหม่ เป็นตัวแทนของการเล่าเรื่องแบบเก่า ๆ ในมุมเรานะ ก่อนถูกฆ่าด้วยความเลวร้ายจากการไม่เห็นสิ่งดีงามแปลกใหม่ เป็นการที่หนังบอกเรากลาย ๆ ว่าเนื้อเรื่องเก่ามันจบไปแล้วเฟ้ย ต่อจากนี้ต่างหากคือเนื้อเรื่องที่ถูกต้องและการที่มักเป็นคนชอบตัดสินเรื่องราวไปแล้ว ในฐานะนักวิจารณ์สายตาแคบไม่มีการสื่อสารกับเรื่องราวก็ทำให้เขากลายเป็นตัวแทนของคนไม่รู้จักฟัง ก็ตัดสินไปแล้ว

ยังซุน ตามข้างบน ความเป็นเด็กฟังนิทาน “ยังซุนไม่ได้โง่นะ” และแม่ยังซุนก็เป็นคนเล่าเรื่องส่งต่อเรื่องราวที่กำลังถูกลืม มีความเป็นหญิงแก่ในชนเผ่า ซึ่งอยู่มานานและรู้มามาก

รี้ด เป็นตัวแทนของวัยเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความเลวร้ายของการที่มนุษย์ถอยห่างจากเรื่องราว เขาไม่สามารถมูฟออนตัวเองออกไปจากความเลวทรามของมนุษย์และสงครามได้ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ สังเกตจากการอยู่ที่นี่มานาน การได้พบเรื่องราวของสตอรี่ เขาขอเพียงสิ่งเดียวคือให้ได้เชื่อมั่นแล้วกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งว่าชีวิตมันไม่ได้เต็มไปด้วยความโหดร้ายแบบนั้น

คู่พ่อลูกดูรี่ เป็นตัวแทนของคนที่เห็นสิ่งมหัศจรรย์และเรื่องราวจากสิ่งธรรมดา จะเรียกว่าเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่ยังไม่หลงลืมวิธีการฟังก็ได้ เรียนรู้ที่จะจ้องมองเข้าไปในรายละเอียด ไม่ใช่แค่ปล่อยให้มันผ่านไป

สิ่งหนึ่งที่ยังคิดไม่ตกคือกลุ่มพลังแท้และปลอม พี่น้องสาวที่เป็นชาวต่างชาติในระดับชายขอบ?(ละติน เอเชีย) vs กลุ่มชายผิวขาว อภิสิทธ์ชน? ว่าหมายถึงอะไร ทั้งเพศและเชื้อชาติ แล้วยังจำนวนคนอีกหละ ทวีปหรอ แนวคิดของแผ่นดินและการเกิด? เพราะผู้หญิงกับผู้ชายมีวิธีการมอบชีวิตไม่เหมือนกัน สุดท้ายเหล่าพี่น้องสาวเจ็ดคนคือขุมพลังที่ฟื้นชีวิตสตอรี่ขึ้นมา เลยคิดว่าน่าจะเกี่ยวกับการให้ชีวิต ซึ่งการให้ชีวิตก็คือการสานต่อเรื่องราวของผู้คนและพวกเธอก็สานต่อเรื่องราวจริง ๆ 

ช่วงหลายมาตฐาน – อะไรคือสิ่งดีงามใน Lady in the Water (ที่ควรดู)
  • สิ่งหนึ่งที่เกลียดที่สุดในเรื่องนี้คือการที่คุณมาโนชให้บทตัวเองเด่นมาก บอกเลย โคตรหมั่นไส้ โคคคคตรหมั่นไส้ …ไปพัก
  • IMDb 5.5 คือคะแนนที่เหมาะสมแล้วสำหรับเรื่องนี้ การได้ 6-7 หรือมากกว่านั้นก็ดูจะไม่เหมาะกับมันเท่าไหร่ เพราะหนังเรื่องนี้มัน….จ…ไรดี คะแนนแบบนี้จึงเหมาะกับหนังจ…ไร (อันนี้ชมนะ อย่าเข้าใจผิด)
  • ไม่ว่าอย่างไรเราก็มองว่าหนังมันคิดมาแล้วและมันไม่เอื่อยสำหรับเรา เราเชื่อว่าเรื่องราวบางเรื่องก็เหมาะกับวิธีการเล่าแบบเฉพาะตัว ไม่อย่างนั้นทุกเรื่องก็คงเหมือนกันหมด
  • คาแรคเตอร์ตัวละครที่ถูกสร้างมาก็ชัด มีเสน่ห์ ดูไม่ซ้ำกันเลย
  • การแสดงในเรื่องนี้ถือว่าดีเลย ทั้งตัวนำและสมทบ มีความเป็นตัวของมันเอง เผยสเน่ห์ในแบบของมันเอง…ก็เห็นชัดว่าผู้กำกับทำงานจริง ๆ 
  • บางการกระทำของตัวละครก็สะเพร่าเกิน เหมือนรีบทำเลยลืมคิดให้ดี อยากจะด่าว่าโง่ก็ด่าได้
  • ทั้งรักทั้งเกลียดแต่ไม่ว่าอย่างไรหนังเรื่องนี้ก็ยังดีและสนุก ไม่ได้ห่วยอย่างใครเขาว่า ยกเว้นตอนหมั่นไส้บทคุณมาโนช
  • ถึงแม้คุณมาโนชจะได้รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดแย่ แต่ในฐานะคนทำบทหนังของคุณมาโนช เราจะเป็นเด็กชายจากมิดเวสของคุณเองแม้คุณจะยังไม่ตายก็ตาม

สรุป Lady in the Water

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นในมุมของคนที่ดูสนุก ดูแล้วชอบและคิดว่านี่คือความดีงามของมันที่เราเห็น ถ้าเรามองด้วยอีกมุมหนึ่งหนังมันก็คงจะไม่ดีจริง ๆ มันมีข้อบกพร่องในตัวของมันเองทั้งนั้น ซึ่งหนังทุกเรื่องหรือกับทุกอย่างมันก็เป็นแบบนี้ ไม่ได้สมบูรณ์แบบในสายตาทุกคน มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ต่างคนต่างมุมมองอยู่แล้ว “ลา ลา แลนด์” ยังเป็นหนังที่เราดูแล้วเบะปากได้เลย เราต่างก็มีหนังแบบที่เราดูแล้วรู้สึกว่ามันห่วยกันทั้งนั้น แต่บางครั้งบางเรื่องถ้าเราเผลอตัดสินมันเพราะคะแนนหรือเพราะใครบอกว่ามันห่วยจนเชื่อแบบนั้นไปแล้วจริง ๆ เลยไม่ดูมันหรือใช้อคติต่อมันแบบคุณฟาร์เบอร์ เราคงพลาดหนังเรื่องที่เราดูแล้วอาจจะชอบไปก็ได้

เรื่องนี้เป็นหนังที่มีลายเซนต์ของ M. Night Shyamalan ชัดมาก ด้วยตัวบทและวิธีการเล่าเรื่อง ตอนดูไปถึงแค่ช่วงต้นก็เริ่มเอะใจ แล้วถึงมา “อ้อ” ในตอนหลัง ตอนเขียนบทความนี้มีโอกาสได้ไปเปิดรายชื่อหนังเรื่องอื่นของ M. Night Shyamalan ดูแบบจริง ๆ จัง ๆ ถึงได้ทราบว่าเราเองก็เป็นแฟนหนังเขามาก่อน Split (2016) หรือว่า Glass (2019) หรือ The Last Airbender(2010) ที่ถูกหาว่าห่วยไม่แพ้เรื่องนี้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งความพังจากการไม่ค่อยสนใจชื่อผู้กำกับหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับหนัง อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์…แต่มันก็มีข้อดีของมันนะ การที่ไม่รู้อะไรเลย มันทำให้เราเป็นผู้ชมที่เหมือนแก้วเปล่า

ชอบ ๆ

Look.
We're square. Nothing owed, nothing left to say.
แล้วเจอกัน

“ตัวละครทั้งหกออกตามหานักประพันธ์” เป็นบทละครที่เขียนโดย “ลุยจิ ปิรันเดลโล” เป็นเรื่องของนักประพันธ์ที่ไม่ยอมเขียนเรื่องราวให้จบ จนตัวละครต้องออกมาตามหานักประพันธ์เพื่อให้ละครจบกันเอง จนเกิดเป็นเรื่องราวขึ้น ***ต่อจากนี้สปอยยยยย*** มันทำให้คิดนะว่าสุดท้ายใครคือคนที่แต่งเรื่องนี้ นักประพันธ์หรือตัวละคร

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น