The Beguiled (2017) เล่ห์ลวง พิศวาส ปรารถนา คุณหมู่กับผู้หญิงทั้ง 7 ดีคือเลว ทรามคืองาม

The Beguiled [2017] เล่ห์ลวง พิศวาส ปรารถนา คุณหมู่กับผู้หญิงทั้ง 7 ดีคือเลว ทรามคืองาม

“ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าผู้หญิงถือปืนที่กำลังตื่นตระหนก” ร้อยทั้งร้อยของผู้ชายที่พูดแบบนี้ ไม่รู้จักอำนาจพิเศษของสตรี (ต้องทำความเข้าใจก่อนนะว่าบริบทของหนังคือเกือบสองร้อยปีที่แล้ว)

เอาจริง ๆ จะมัวนั่งอ่านเซเปียนส์เล่มหนาเตอะไปทำไมในเมื่อเรามี The Beguiled อภิมหาประวัติย่อของมนุษยชาติให้ดูชิว ๆ และนั่งขำได้ตลอดชั่วโมงครึ่ง!!! มันคือสุดยอดตำราวิชาศึกษาสตรีและบุรุษที่กระเทาะเปลือกธาตุแท้ความสัมพันธ์ของมนุษย์ผ่านตัวแทน 1 ฝ่ายชายและ 7 ฝ่ายหญิง ตำราที่สตรีควรหยิบมาศึกษาก่อนตัดสินใจจะรวมกลุ่มกันและผู้ชายก็ควรอ่านก่อนเพื่อความปลอดภัยของชีวิตตัวเอง ดูไปก็นึกถึงมุกตลกของมิเชลล์ วูล์ฟไป บันเทิง!


ยาวมาก เลือกอ่านได้ ช่วงกลางลงไปมีการปิดเนื้อหาสำคัญในเรื่อง

เนื้อเรื่องแบบสั้น ๆ

เรื่องราวการตามติดชีวิตของคุณหมู่ แมคคานาบี้ ทหารฝ่ายเหนือที่บาดเจ็ดและแตกทัพจากสงครามในดินแดนของฝ่ายใต้ ช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา 1868 ซึ่งต่อมาได้ถูกช่วยเหลือโดยเด็กสาวจากโรงเรียนสตรีฟาร์นสเวิร์ธ ก่อนที่เธอจะพาคุณหมู่กลับไปที่โรงเรียนเพื่อให้คุณครูมาร์ธาและเอ็ดวีน่าช่วยรักษา แถมด้วยเด็กสาวอีกห้าคนมาคอยปรนนิบัติอุ้มชูดูแล

เนี่ย นี่มันพลอตฮาเร็มแน่ ๆ แค่เรื่องย่อก็มาแล้วอ่ะ คุณหมู่ผู้ชายคนเดียวกับผู้หญิงเจ็ดคน อะไรมันจะโชคดีขนาดนั้นใช่ม่ะ แตกทัพจากสงคราม หนีระเบิดและลูกปืนจากทหารฝ่ายข้าศึก ไม่ต้องโดนขังหรือว่าตายข้างถนน แล้วได้มานอนอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ มีผู้หญิงรุมล้อม คุณหมู่เหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอ่ะ แล้วนางก็คิดแบบนั้นจริง ๆ

ผ่านมือชายเป็นร้อยเป็นพัน ไม่เท่าผ่านมือมันชะ..สตรี 7 คน
ใครว่าจิตใจสตรียากลึกหยั่งถึง…คิดใหม่ พวกเธอแค่เป็นนางมารร้ายเท่านั้นเอง!!!!
(จะใช้คำว่า bitch ก็เกรงใจคนอื่น 5555)

สิ่งที่สงครามกับโรงเรียนการเรือนเขาสอนกัน

ก่อนที่ภาพจะตัดเข้าเรื่องราววิถีชีวิตของผู้หญิงในโรงเรียนสตรี มันก็ฉายให้เห็นกลุ่มควันที่อวยพุ่งเหนือยอดไม้จากความระห่ำของสงครามในวิถีของเหล่าผู้ชาย เป็นการหยอกล้อกันได้อย่างมีอารมณ์ขันมากถึงความรุนแรงอันน่ากลัวในความคิดเรา แล้วจึงนำเสนอให้เราเห็นวิถีชีวิตประจำวันของเหล่าเด็กสาวที่ดูไร้พิษสง การฆ่ากันในสงครามมันป่าเถื่อนเกินไป อาวุธไม่ได้มีแค่ระเบิดกับดินปืน

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือการที่ฉากหลังของเรื่องเป็นสงครามกลางเมือง ที่ผู้ชายออกไปรบเพื่ออุดมการณ์(ทางการเมือง) เข่นฆ่ากันด้วยขวาน กระสุน ดินปืนและระเบิด แต่ตัวเรื่องกลับเล่าถึงทหารคนเดียวที่หลุดเข้าไปในเคหสถานของผู้หญิง 7 คน ที่ดูแตกต่างจากความโหดร้ายของสงครามภายนอกอย่างสิ้นเชิง 

เราเห็นหนังความร้ายกาจในฝั่งผู้ชายกันมามากแล้วว่าในสงครามพวกเขาสู้กันแบบไหน แข็งแกร่งยังไงและนี่เป็นตัวแทนของหนังที่เล่าถึงฝ่ายหญิงในภาวะสงครามโดยไม่มีสงครามปรากฎขึ้นในเรื่อง สำหรับพวกเธอมันมีแต่การเย็บผ้า ทำอาหาร ร้องเพลง เล่นดนตรี เรียนภาษาฝรั่งเศส ทุกอย่างที่โรงเรียนกุลสตรีจะสอนได้ ดูเป็นงานสบาย ๆ ไม่ต้องเหนื่อยยาก บอบบางและอ่อนโยน ความตรงข้ามกันกับวิถีชีวิตในสงครามของชาติทหารแต่ถูกจับมารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ (แต่ไม่ได้พูดถึงสงครามเป็นประเด็นหลักนะ)


ผู้หญิง ผู้ชาย และสงคราม

เราชอบที่ตัวหนังมีวิธีการเล่าแบบเนิบ ๆ ไม่เร่งรีบ ค่อย ๆ เผยให้เห็นเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงในโรงเรียนสตรีไปพร้อมกับมูทโทนภาพหม่น ๆ และหม่นขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบางทีก็มืดเหลือเกินจนแทบมองอะไรไม่เห็น

แต่ที่สำคัญเลยคือเรื่องนี้มีการเลือกใช้ภาพได้สวยมากเราชอบหนังที่ใช้ภาพแบบนี้ การเล่าด้วยภาพที่นิ่งและเรียบง่าย ไม่ใกล้มากก็ไกลมาก ตรงไหนเป็นสัญญะ สำคัญ อยากเน้นก็ close up เข้าไปใกล้ ๆ ให้เห็นรายละเอียดแล้วให้เราจับจังหวะอยู่กับช่วงเวลาไม่กี่วินาทีนั้นซึ่งมีความหมายมากมายมหาศาลหรือไม่ก็เลือกที่จะถอยห่างแล้วให้เห็นมุมกว้างไปเลยกับการกระทำและวิถีของตัวละคร ซึ่งมักจะเน้นการแช่กล้องไว้แบบนั้นเหมือนให้เราเป็นผู้จับจ้องเรื่องราวที่กำลังเล่าผ่านไปโดยไม่พยายามเข้าไปแต่งเติมมันแทนตัวละคร

แล้วตลอดทั้งเรื่องก็ยังเลือกใช้มุมกล้องเดิมซ้ำ ๆ ในสถานที่เดิม ๆ บิดนิดหน่อยและเรื่องราวก็เปลี่ยนไปด้วยตัวของมันเอง ก็แค่มองเข้าไปผ่านเลนส์เดิมแล้วเห็นอะไรเมื่อภาพทุกอย่างมันเปลี่ยนไป สำหรับเรามันมีพลังมาก พอหนังจบแล้วชื่อ Sofia Coppola ขึ้นอย่างช้า ๆ ที่ข้างล่างจอก็คือ complete แล้วเรื่องนี้ มันแตะได้ถูกใจเรามาก

เราว่าตัวหนังมันเนิบเพื่อให้คนดูหัวเราะไปกับชะตากรรมตลกร้ายของตัวละครแล้วซีนมีอะไรกันของตัวละครคืออึดอัดแบบหยุดลมหายใจ

เสริม เราชอบเครื่องแต่งกายในเรื่องด้วยนะ มันดูคล้าย ๆ เดิมแต่เปลี่ยนดีเทลตลอดเวลา สวยเรียบ ๆ ดี

จากตรงนี้ไป มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ สปอย สปอยแน่ ๆ โปรดดูก่อนอ่าน


ผู้หญิงในเรื่องนี้คือนางมารร้ายหรือว่าคุณหมู่แค่คิดไปเอง?

ก่อนอื่นต้องขอยกประโยคนี้ขึ้นมา “ดีคือเลว ทรามคืองาม มวลไอหมอกและอากาศเลวทราม” ที่กล่าวโดยนางแม่มดทั้งสามในละครเรื่องแม็คเบ็ธของเช็คสเปียร์เพราะเรื่องนี้ก็มีนางแม่มดอยู่สามตัวเหมือนกัน…ว่าไปนั่น จริง ๆ เพราะมันยากที่จะตัดสินใครดีใครชั่วใครจะไป  ไม่มีใครรู้ได้ เราแทบจะเทียบตัวละครในแม็คเบ็ธกับตัวละครในเรื่องนี้ได้เลย

ตัวเรื่องนี้เปรียบผู้ชายเป็นสงคราม ส่วนผู้หญิงเป็นกุลสตรีที่อยู่ในบ้าน ทำงานบ้าน จัดการบ้าน เนี่ยแค่เปิดมาก็เหมือนบทบาทของแม็คเบ็ธกับเลดี้แม็คเบ็ธแล้วอ่ะ สิ่งที่มันสะท้อนออกมาให้เห็นก็คือการที่ผู้ชายเป็นตัวแทนของความโหดร้ายป่าเถื่อนแบบตรงไปตรงมา ขณะที่ผู้หญิงเป็นตัวแทนของความโหดร้ายที่ไม่แสดงตัว เก็บซ่อนเขี้ยวเล็บของความร้ายกาจเอาไว้

มันน่าสนใจว่าตัวคุณหมู่ที่เป็นตัวแทน 1 บุรุษจากกองทหารเนี่ย ยอมรับความรุนแรงในสงคราม การฆ่าฟัน ยิงกัน ระเบิดกัน แต่กลับรับไม่ได้ โกรธแค้นผู้หญิง 7 คนที่ตัดขาตัวเองเพราะความจำเป็น ถึงขนาดอยากจะฆ่าให้ตายและบอกว่ายอมตายดีกว่าโดนหั่นขาด้วย จิตใจช่างอ่อนแอยิ่งนัก

หากคุณหมู่จะบอกว่าผู้หญิงพวกนี้ร้ายกาจ คุณหมู่ก็ต้องมองเรื่องนี้เป็นสองตอนคือ “ตอนคุณหมู่ขาครบ” กับ “ตอนคุณหมู่ขาขาด” เพราะตอนคุณหมู่ยังขาครบเนี่ยก็เรียกได้ว่าร้ายทั้งคู่ ผู้หญิงโรงเรียนนี้ก็ขี้อ่อยอยากจับผู้ชาย ตัวผู้ชายเองก็ขี้อ่อยไม่แพ้กัน มีตัณหาแล้วแต่ถ้าเพิ่มความซื่อสัตย์เข้าไปหน่อยคงไม่พบชะตากรรมนี้ ดังนั้นจะกล่าวว่าคุณหมู่ทำตัวเองไปพร้อมกับผู้หญิงโรงเรียนนี้ร้ายก็ไม่ผิด ถือว่าศีลเสมอกัน

พอหลังตอนคุณหมู่ขาด้วนไปแล้วเนี่ย ทั้งเรื่องก็เปลี่ยนไป เราจะเห็นว่าชายพิการเพิ่งขาด้วนคนเดียวสามารถทำให้ผู้หญิงสุขภาพดี 7 คนหวาดกลัวหัวหดได้จนนำไปสู่การตัดสินใจในตอนสุดท้ายเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองจากความคุ้มคลั่งของชายพิการ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าหลังลงมือทำไปแล้วท่าทางของผู้หญิงในเรื่องนี้ก็ดูเลือดเย็นพอสมควร…. แต่มันต่างอะไรกับการที่คุณหมู่ฆ่าทหารฝ่ายศัตรูในสงครามแล้วมานั่งไม่รู้สึกรู้สาอะไร ผิดกันอีกนะ สำหรับชายชาติทหารการฆ่าศัตรูในสงครามได้ถือเป็นเกียรติยศเสียด้วยซ้ำไป เมื่อเทียบกันแล้วก็กล่าวได้ว่าศีลเสมอกันเช่นเดิม มันผิดอะไรที่พวกเธอจะปกป้องตัวเอง ต่างคนต่างมุมมอง เพื่ออะไรเนี่ย?

ดังนั้นเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของ “ผู้หญิงร้าย” แต่เป็นเป็นเรื่องของ “หญิงร้ายชายเลว” ดังที่กล่าวไป ดีคือเลว ทรามคืองาม ไม่มีใครรู้แน่ ส่วนหนึ่งมันเปรียบเทียบความแต่งต่างเหมือนกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง มนุษย์ผู้มีศีลเสมอกัน บังเอิญมาบรรจบพบกันในโรงเรียนกุลสตรีแต่…อะไรคือตัวฉีกขาดความสัมพันธ์ระหว่างคุณหมู่กับผู้หญิงทั้ง 7

มันเป็นเรื่องน่าสนใจว่าสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงแตกคอกันเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้ผู้หญิงรวมพลังกันคือความต้องการและหวาดกลัวต่อ “เพศชาย” และ “ไอนั่นของผู้ชาย” ก็แอบนึกถึงตอนหนึ่งใน sex education ss2 และมุกตลกของมิเชล วูล์ฟ ว่าถ้าผู้หญิงรวมกลุ่มกัน ไม่นานพวกเธอก็จะแตกคอกัน ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ แตกคอกันเพราะผู้ชายและเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้พวกเธอรวมตัวกันในตอนหลัง มันดูงง ๆ แล้วก็ย้อนแย้งดี แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความจริง ทำให้การรวมตัวกันของผู้หญิงก็ดูจะไม่ค่อยยั่งยืนเท่าไหร่ แม้แต่ในกลุ่มของสิทธิสตรีเองก็ยังมีแนวคิดที่ต่างกันจนแทบจะสวนทางกัน


ตัวกำหนดพฤติกรรมความแตกต่างระหว่างคุณหมู่และผู้หญิงทั้ง 7 

1-การแสดงออกของผู้หญิงโรงเรียนฟาร์นสเวิร์ธกับทหารแตกทัพอย่างคุณหมู่ ตรงนี้สามารถตีความตามความแตกต่างทางเพศ (SEX) ระหว่างเพศชายกับเพศหญิงให้เห็นชัดเจนได้ พร้อมสิ่งที่มันแฝงมาด้วยกับลักษณะทางกายภาพคือความแข็งแกร่งทางเพศ (ร่างกาย) ในที่นี้ ในหนังเรื่องนี้ ผู้หญิงมีพละกำลังน้อยกว่าผู้ชายแน่นอนตามหลักวิทยาศาตร์ง่าย ๆ มันพาเราลงไปศึกษาความแตกต่างระหว่างชายหญิงโดยมีเพศ (SEX) เป็นหัวข้อได้

2-ความห่างชั้นกันในลักษณะทางเพศและกายภาพทำให้ผู้ชายถูกส่งไปใช้กำลังมากกว่าผู้หญิง ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือการเปรียบเทียบสงครามกับงานบ้านงานเรือน ซึ่งกลายเป็นความแตกต่างระหว่างผู้ชายแบบคุณหมู่และผู้หญิงในโรงเรียนสตรี ซึ่งเป็นแบบนี้มาแทบทุกยุคทุกสมัย ผู้ชายชินกับสงครามผู้หญิงชินกับบ้านเรือน

3-ความเคยชินของคุณหมู่มาจากการเผชิญหน้าด้วยพละกำลังอย่างตรงไปตรงมาเหมือนที่คุณหมู่เผชิญกระสุนและศัตรูในสงคราม แต่ไม่เคยชินกับความร้ายกาจแบบเงียบ ๆ ของผู้หญิง ความร้ายกาจของผู้หญิงเองก็เกิดขึ้นได้จากความหวาดกลัวในพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่า ความอ่อนแอมันบีบบังคับให้พวกเธอต้องสู้กับด้วยการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า โกหก อำพรางตัวและปิดบัง ส่วนอำนาจและความหยิ่งทะนงในความแข็งแกร่งทางเพศชายทำให้คุณหมู่ประเมินผู้หญิงโรงเรียนนี้ต่ำไป จนยกตัวเหนือทุกคน ทำอะไรก็ได้ ยังไงผู้หญิงบ้านนี้ก็แย่งกันชอบอยู่ดีและท้ายที่สุดก็ต้องแพ้ภัยตัวเองและรับชะตากรรมจากความร้ายเงียบของผู้หญิง 7 คน 5555 

ซึ่งความโคตรเจ๋งของเรื่องนี้คือการหยิบวัตถุดิบในบทบาทของผู้ชายและผู้หญิงมาสู้กันอย่างที่กล่าวไปตอนแรก โดยเฉพาะวิชาที่สอนในโรงเรียนสตรี ขนาดคุณหมู่เหลือขาเดียว ผู้หญิงโรงเรียนนี้ยังพากันวิ่งหนี สัญลักษณ์ทางเพศถูกใส่ไว้ในปืนที่คุณหมู่ถือ (แม้บางทีเราก็รู้สึกว่าก็ถูกใส่ไว้ในขาที่สามหลังคุณหมู่โดนตัดขามากกว่า555) ใช้กดข่มผู้หญิงเจ็ดคนได้ สุดท้ายกลับโดนฆ่าด้วยวิชาการทำอาหาร แล้วถูกห่อด้วยวิชาเย็บปักถักร้อย ยังไม่ร่วมเครื่องจรรโลงใจอย่างวิชาดนตรีที่หลอกให้คุณหมู่ฟัง มันหยิบเอาวัตถุดิบที่ผู้หญิงมีมาใช้ในการต่อสู้กับคนที่เป็นทหารด้วยวิธีแบบลอบฆ่า ลดความรุนแรงลงไปเหลือศุนย์ สมเป็นลูกสาวเลดี้แม็คเบ็ธที่แท้จริง จริง ๆ


โดยธรรมชาติของชายชาติทหารคงต้องรู้สึกมีเกียรติกับการตายในสงครามยิ่งกว่าโดนสตรีลอบฆ่า

โดยธรรมชาติของผู้ชายชาติทหาร(ในเรื่องนี้) คงจะรู้สึกมีเกียรติมากกว่าถ้าได้สู้กับอย่างเผชิญหน้า ซึ่งธรรมชาติของผู้หญิง(ในเรื่องนี้)ไม่สน การเผชิญหน้ามันป่าเถื่อน ฉันสู้ไม่ไหว ผู้หญิงจึงถูกเอาไปผูกกับอะไรเงียบ ๆ ไม่ประเจิดประเจ้อ หน้าดีหลังร้ายใคร ๆ ก็บอกว่าผ้าพับไว้ แม้แต่ตัวสังคมเองก็บีบบังคับให้ผู้หญิงสงวนตัว ซึ่งเรื่องนี้ก็ใช้ทุกอย่างที่สามารถทำได้ในฐานะผู้หญิงนั่นแหละมาเป็นเครื่องมือฆ่าผู้ชายคนหนึ่ง เหนือกว่านางมารร้ายก็มีแค่ปีศาจแล้ว

“เดี๋ยวฉันจัดงานเลี้ยงให้เธอนะ นี่แหนะ ตายซะ อาหารอร่อยไหม”

เป็นการหลอกล่อด้วยความเชื่อใจ ให้การอุ้มชูดูแลในแบบที่แม่ดูแลลูกชาย ถ้าคุณหมู่จะตายด้วยการด่ากราดผู้หญิงพวกนี้ว่านางมารร้ายก็สมควรแล้วเพราะใครจะคิดว่าจะโดนเชิญมาตาย โดยธรรมชาติมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วผู้หญิงทั้งเจ็ดคนจะไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์นี้อีกเลยตลอดชีวิต ยกเว้นเมื่อมีสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องปกป้องตัวเองอีกครั้ง พวกเธอจะเอาวิธีเดิมมาใช้แบบไม่รู้สึกรู้สาอะไรเช่นเดิม

เราจึงขอปิดท้ายด้วยประโยคทองจากละครของเชกสเปียร์เรื่องแม็คเบ็ธประโยคเดียวกับตอนต้นเพื่อเป็นเกียรติให้ชายชาติทหารผู้แพ้ต่อกิเลสในใจและความดีเคลือบร้ายของสตรี

“ Fair is Foul and Foul is Fai Hover through the fog and filthy air”
“ดีคือเลว ทรามคืองาม มวลไอหมอกและอากาศเลวทราม”

Nor am I out of it
แล้วเจอกัน


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  • มีเค้าโครงจากนิยาย The Beguiled (1966) โดย Thomas Cullinan
  • เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1971 ใช้ชื่อเรื่องเดียวกัน กำกับโดย Don Siegel

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น