Vier Minuten (2006) บทเพลงฝันในทัณฑสถาน การพบกัน ณ ตรงกลางแบบเกินไปเกินมาของคน 2 วัยที่ดนตรีก็สุดแสนจะดีงาม

Vier minuten (2006) บทเพลงฝันในทัณฑสถาน

Vier Minuten (2006) บทเพลงฝันในทัณฑสถาน การพบกัน ณ ตรงกลางแบบเกินไปเกินมาของคน 2 เวอร์ชัน ต่างวัย ความปั่นแบบที่ไม่มีใครยอมใคร ดนตรีก็สุดแสนจะดีงาม


Vier Minuten (2006) บทเพลงฝันในทัณฑสถาน

เรื่องนี้เกี่ยวกับ ‘ครูเกอร์’ ครูสอนดนตรีวัย (ควรจะ) เกษียณ (ไปได้ตั้งนานแล้ว) กับ ‘เจนนี่’ นักโทษสาวที่มีพรสวรรค์ (ที่แสวงมาเอง) เมื่อครูเกอร์เห็นความสามารถทางดนตรี ในการเล่นเปียโนของเจนนี่ก็รู้สึกทึ่งและพยายามปั้นเจนนี่เข้าสู่การแข่งขันรุ่นเยาวชน ก่อนครูเกอร์เกษียณ แต่ครูเกอร์กลับไม่ชอบดนตรีที่เจนนี่เล่น

เอาจริง ๆ เรื่องนี้ก็เป็นหนังฟีลกู๊ดเรื่องหนึ่งเลยนะ แม้ตัวเนื้อเรื่องและภูมิหลังของตัวละครจะแฝงความหดหู่ไว้ แต่ตอนจบก็คือมีความสุขมาก ๆ มาพร้อมกับดนตรีที่ดีจนหัวใจพองโต แถมยังนั่งฟังภาษาเยอรมันไปได้เพลิน ๆ อีก

(ขนาดกระโชกโฮกฮากก็ยังเพลินได้)


ขอโทษ ได้โปรด ขอบคุณ

เรารู้สึกเหมือนว่าเรื่องนี้ดำเนินไปด้วยโครงสร้างของคำ 3 คำ ที่ครูเกอร์บอกให้เจนนี่พูด “ขอโทษ” “ได้โปรด” และ “ขอบคุณ” ถูกเอามาเป็นโครงสร้างในการเล่าเรื่อง และค่อย ๆ กลั่นกรองความรู้สึกของแต่ละคำนั้นออกมาผ่านเหตุการณ์และเรื่องราว

แม้ตัวละครหลักของเรื่องนี้จะเป็นนักโทษ มองไปแล้วก็คงเป็นหนังนักโทษกลับใจโดยใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือทั่วไป แต่ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้มันกลับอยู่ที่ความสัมพันธ์ของตัวละครนอกคุกกับนักโทษที่ถูกคุมขัง ซึ่งไม่จำกัดว่าต้องเป็นคนที่อยู่ในคุกเท่านั้น แต่มันเป็นใครก็ได้

เพราะเมื่อเราดูจนถึงบทสรุป เราอาจต้องคิดตัดสินใหม่ว่า ใครคือคนที่ถูกคุมขังอยู่กันแน่? แล้วนักโทษที่แท้จริง จะได้รับการปลดปล่อยไหม? ได้โปรดขอโอกาสให้ฉันอีกครั้ง
ความสัมพันธ์ของครูเกอร์กับเจนนี่นำไปสู่ทางเลือกว่า ‘ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง จะไขว่คว้ามันเอาไว้หรือจะปล่อยผ่านมันไป’ มุมหนึ่งมันก็คือการต่อสู้เพื่อชีวิตและความฝันของตัวเอง ซึ่งดีเทลตัวประกอบก็ดี ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความเข้าใจกัน ขัดแย้งกันไปแบบสุดทางจริง ๆ เป็นเรื่องหนึ่งที่ดูแล้วก็รู้สึกรักเลยในทันที เหมือนกำลังนั่งจ้องภาพวาดศิลปะที่มีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นมหาสงคราม มันส์…โดยไม่ต้องมีระเบิด

 

เราชอบความขัดแย้งของตัวละครในเรื่องมาก แบบมาก ๆ เพราะนอกจากมันจะเป็นความขัดแย้งที่สนุก มันยังตีความได้หลายแง่มุม ในความสัมพันธ์ของเจนนี่ (นักโทษ) กับครูเกอร์ (คนสอนเปียโน) ที่เป็นตัวแทนจากคนต่างกาแลคซี่ (ว่าไปนั่น) ต่างวัย ต่างช่วงเวลา ทัศนคติและแนวคิดต่างกันแบบสวนทางอย่างสิ้นเชิง มาช่วงชิงความเป็น “ฉัน” ผ่านกันและกัน แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกดีต่อกัน ดูวุ่นวายไปหมด

ครูเกอร์ก็ถืออาวุโส เจนนี่ก็หัวต่อต้านไม่ยอมคน ดูไปก็ขำความจำใจของตัวละครไป ที่ไม่ถูกกันแต่ก็ต่างไม่เหลือใครแล้ว เป็นมวยถูกคู่มาก ๆ 


ถ้าเรามีโอกาสแค่สี่นาทีสุดท้าย เราจะใช้มันทำอะไรเพื่อเปลี่ยนชีวิตเรา

เมื่อมันเป็นหนังเกี่ยวกับดนตรี จะไม่พูดถึงดนตรีก็ไม่ได้ เพราะดนตรีในเรื่องนี้ไพเราะ ทุกเพลงมาในช่วงจังหวะเวลาที่ใช่ เพื่อบอกเล่าโศกนาฏกรรมของตัวละคร โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่เจนนี่เล่น (ชอบมาก) ตอนฟังครั้งแรกก็งง ๆ แทบจะขมวดคิ้ว แต่พอได้ลองฟังดี ๆ อีกครั้ง กลับพบว่ามันเต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก และเสียงของตัวละครที่มันถูกกลั่นออกมา มันเป็นเรื่องราวของ ‘ฉัน’ และ ‘ฉัน’ จะเป็นคนเล่ามันเอง มันเป็นส่วนที่ทำให้ความขัดแย้งในเรื่องนี้สมบูรณ์

มันจึงเป็นตัวเลือกจบของเจนนี่ที่เรารู้สึกทึ่ง มันคือความกลมกล่อม และไม่ละทิ้งซึ่งความเป็นตัวเอง ยังคงประกาศก้องว่า ‘ฉันไม่ได้อ่อนข้อ ฉันยังเป็นตัวเอง แต่รู้อะไรไหม เราต่างกัน แต่เราก็อยู่ด้วยกันได้’ ประมาณว่า ‘ฉันยอมเธอนะ …ในแบบของฉัน’ ครูเกอร์ก็แค่ยอมรับการตัดสินใจด้วยการกระดกไวน์ไปสองแก้วรวดแค่นั้นเอง สงสารมาก 555


 

โทนสีและภาพเรื่องนี้ก็สวยมาก ทั้งเหงา ทั้งสวย บางทีมันแอบชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยวมากกว่าเหงา มันดูเป็นธรรมชาติ ฉากที่สุดของเรื่องนี้คือ ทุกฉากที่เจนนี่กับครูเกอร์ทะเลาะกัน ความโกรธ ความเกรี้ยวกราดของตัวละคร นับถือนักแสดงเลย รักเอนเนอร์จี้มาก

Nor am I out of it
แล้วเจอกอย


ข้อมูลภาพยนตร์และภาพโปสเตอร์จาก IMDb

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น